บทความ

ศาลรัฐธรรมนูญครบรอบ ๒๔ ปี ๑๑ เมษายน ๒๕๖๕

09/08/2022
6319

Highlight


  • บทบาทหน้าที่และอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ๒๕๔๐ 
  • กรณีตัวอย่างที่ศาลรัฐธรรมนูญได้คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนจากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่  ๑๓/๒๕๖๓


นายบท  นามบุตร 
ผู้เชี่ยวชาญด้านคดี

 
          ศาลรัฐธรรมนูญมีการจัดตั้งขึ้นครั้งแรกในราชอาณาจักรไทยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ๒๕๔๐  ซึ่งประกาศใช้เมื่อวันที่  ๑๑  ตุลาคม  ๒๕๔๐  เมื่อปีนี้คือปีพุทธศักราช  ๒๕๖๕  เพราะเหตุใด
จึงไม่นับว่า  “ศาลรัฐธรรมนูญครบรอบ  ๒๕  ปี”  เนื่องจาก  “ศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรตุลาการได้จัดตั้งขึ้นครั้งแรก
ในประเทศไทยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ๒๕๔๐  และได้มีพระบรมราชโองการ
โปรดเกล้าฯ  แต่งตั้งคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชุดแรกเมื่อวันที่  ๑๑  เมษายน  ๒๕๔๑ จึงได้ถือเอาวันที่  ๑๑  เมษายน  เป็นวันก่อตั้งศาลรัฐธรรมนูญ”  ศาลรัฐธรรมนูญได้จัดงานเนื่องในโอกาสครบรอบการก่อตั้งในวันที่  ๑๑  เมษายน  ขึ้นเป็นประจำทุกปี  ทั้งการจัดงานวิชาการ  การเผยแพร่บทความทางวิชาการ  และการทำบุญ  เป็นต้น
บทบาทหน้าที่และอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ๒๕๔๐  รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  (ฉบับชั่วคราว)  พุทธศักราช  ๒๕๔๙  รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ๒๕๕๐  รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  (ฉบับชั่วคราว)  พุทธศักราช  ๒๕๕๗  รัฐธรรมนูญ
แห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช  ๒๕๖๐  มีหลายประการ  แต่มีหน้าที่และอำนาจหนึ่งซึ่งมีความสำคัญยิ่ง
ที่ช่วยคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนคืออำนาจในการตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของบทบัญญัติแห่งกฎหมาย 
          ในโอกาสที่ศาลรัฐธรรมนูญครบรอบ  ๒๔  ปีในปีนี้  ขอยกกรณีตัวอย่างที่ศาลรัฐธรรมนูญได้คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนจากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่  ๑๓/๒๕๖๓  ลงวันที่  ๒  กันยายน  ๒๕๖๓  เรื่อง  พระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่  พระพุทธศักราช  ๒๔๕๗  มาตรา  ๑๒  (๑๑)  ขัดหรือแย้ง
ต่อรัฐธรรมนูญ  มาตรา  ๒๖  หรือไม่  อันเป็นกรณีที่ผู้ต้องคดีบางฐานความผิดไม่อาจที่จะสมัครเป็นผู้บริหารตามกฎหมายลักษณะปกครองท้องที่กล่าวคือผู้ใหญ่บ้านได้ 
          เรื่องนี้ศาลปกครองนครราชสีมาส่งคำโต้แย้งของผู้ฟ้องคดี  ในคดีหมายเลขดำที่  ๔๖๓/๒๕๖๑ 
เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ  มาตรา  ๒๑๒  มีข้อเท็จจริงสรุปได้ว่า  ผู้ฟ้องคดี
ยื่นฟ้องนายอำเภอเกษตรสมบูรณ์  ผู้ถูกฟ้องคดีที่  ๑  และผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ  ผู้ถูกฟ้องคดีที่  ๒  ต่อศาลปกครองนครราชสีมาว่าผู้ฟ้องคดีได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน  หมู่ที่  ..  ตำบล ...  อำเภอ...  จังหวัด...  ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่  ๑  มีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีพ้นจากตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน  เนื่องจากปรากฏข้อเท็จจริงตาม
คำพิพากษาถึงที่สุดของศาลจังหวัดว่าผู้ฟ้องคดีไม่ยื่นบัญชีรายรับและรายจ่ายในการเลือกตั้งตามที่กฎหมายบัญญัติจึงมีความผิดตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น  พ.ศ.  ๒๕๔๕ 
เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่  พระพุทธศักราช  ๒๔๕๗  มาตรา  ๑๒  (๑๑)  ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่  ๑  ต่อ
ผู้ถูกฟ้องคดีที่  ๒  แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่  ๒  มีคำวินิจฉัยยกอุทธรณ์  ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่  ๑  มีคำสั่งเพิกถอนหนังสือสำคัญแสดงหลักฐานการแต่งตั้งผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ใหญ่บ้าน  และให้พ้นจากตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านย้อนหลังไปถึงวันที่เข้ารับตำแหน่ง  ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าเมื่อผู้ฟ้องคดีต้องคำพิพากษาถึงที่สุดนับถึงวันสมัครรับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้านเป็นระยะเวลาเกินห้าปีแล้ว  ผู้ฟ้องคดีย่อมเชื่อโดยสุจริตว่าตนมีสิทธิสมัครรับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้านได้  การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองไม่ชอบด้วยกฎหมาย  จึงยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองต่อศาลปกครองนครราชสีมาขอให้เพิกถอนคำสั่งและคำวินิจฉัยดังกล่าวพร้อมทั้งโต้แย้งว่า  พระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่  พระพุทธศักราช  ๒๔๕๗  มาตรา  ๑๒  (๑๑)  ที่บัญญัติคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามของผู้ที่จะได้รับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้านต้องไม่เป็นผู้เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่ากระทำผิดเกี่ยวกับกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้ง  ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ  มาตรา  ๒๖  เนื่องจากความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งในกรณีพิพาทนี้เป็นความผิดเล็กน้อย  มิใช่การประพฤติชั่วร้ายแรงและไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐหรือกระทบกระเทือนต่อประโยชน์สาธารณะ  และเป็นบทบัญญัติลักษณะต้องห้ามโดยไม่มีกำหนดระยะเวลาจำกัดสิทธิไว้  เป็นการตัดสิทธิการ
มีส่วนร่วมในการปกครองท้องที่ตลอดชีพอันกระทบสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ฟ้องคดีอย่างรุนแรง  ผู้ฟ้องคดีขอให้ศาลปกครองนครราชสีมาส่งคำโต้แย้งให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ  มาตรา  ๒๑๒  ว่า  พระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่  พระพุทธศักราช  ๒๔๕๗  มาตรา  ๑๒  (๑๑)  ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ  มาตรา  ๒๖ 
          ศาลปกครองนครราชสีมาเห็นว่า  ผู้ฟ้องคดีโต้แย้งว่าพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่
พระพุทธศักราช  ๒๔๕๗  มาตรา  ๑๒  (๑๑)  ในส่วนที่กำหนดให้ผู้ซึ่งเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่ากระทำผิดเกี่ยวกับกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งเป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามที่จะรับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้านขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ  มาตรา  ๒๖  เป็นบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ศาลปกครองนครราชสีมาจะใช้บังคับแก่คดีและยังไม่มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว  จึงส่งคำโต้แย้งของผู้ฟ้องคดีให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย
          ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่า  พระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่  พระพุทธศักราช  ๒๔๕๗  มาตรา  ๑๒  (๑๑)  ที่บัญญัติคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามของผู้ที่จะได้รับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้านต้องไม่เป็น
ผู้เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่ากระทำผิดเกี่ยวกับกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้ง  ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ  มาตรา  ๒๖  วรรคหนึ่ง  หรือไม่  เห็นว่า  การเลือกผู้ใหญ่บ้านมีความสำคัญเนื่องจากกระบวนการในระบอบประชาธิปไตยในการปกครองระดับท้องที่  ประชาชนผู้อาศัยอยู่ในท้องที่หมู่บ้านย่อมมีสิทธิในการเลือกผู้นำชุมชนของตน  ในขณะเดียวกันประชาชนดังกล่าวย่อมมีสิทธิที่จะสมัครรับเลือกเพื่อเป็นผู้ใหญ่บ้าน  เพื่อเข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้แทนของประชาชนในชุมชนตามกำลังและความสามารถเพื่อทำประโยชน์แก่ส่วนรวม  การเลือกบุคคล
มาดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  แม้สิทธิในการสมัครรับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้านเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่บุคคลพึงมีในฐานะที่เป็นพลเมืองในสังคมประชาธิปไตย  แต่สิทธิเช่นว่านี้อาจถูกจำกัดได้ตามเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ  กฎหมาย  หรือหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง  ในกรณีคดีนี้  การสมัครรับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้านจะต้องพิจารณาคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม
ตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่  พระพุทธศักราช  ๒๔๕๗  มาตรา  ๑๒  ประกอบด้วย  การที่มาตรา  ๑๒  (๑๑)  กำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ที่จะได้รับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้านว่าต้องไม่เป็นผู้เคยต้อง
คำพิพากษาถึงที่สุดว่ากระทำผิดเกี่ยวกับกฎหมายหลายฉบับ  เพื่อให้ความสำคัญแก่กระบวนการขั้นพื้นฐานของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย  และเพื่อป้องกันมิให้บุคคลที่เคยกระทำความผิดตามกฎหมายที่ระบุไว้
เข้าสู่ตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านที่เป็นตัวแทนของประชาชนและเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามกฎหมาย  ใช้อำนาจในทาง
มิชอบอันอาจส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อประโยชน์สาธารณะอันเป็นประโยชน์ของส่วนรวม  อย่างไรก็ดีการที่พระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่  พระพุทธศักราช  ๒๔๕๗  มาตรา  ๑๒  (๑๑)  กำหนดคุณสมบัติและ
ไม่มีลักษณะต้องห้ามของผู้ที่จะได้รับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้านในส่วนที่ว่า  “ต้องไม่เป็นผู้เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุด
ว่ากระทำผิดเกี่ยวกับกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้ง”  โดยมิได้ระบุไว้ชัดเจนว่าเป็นการกระทำผิดเกี่ยวกับกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งในฐานใด  ย่อมหมายความว่ากระทำผิดในทุกฐานความผิด  รวมทั้งบทบัญญัติดังกล่าว
ไม่ได้กำหนดกรอบระยะเวลาในกรณีที่ผู้นั้นถูกต้องห้ามรับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้านไว้ด้วย  ย่อมทำให้บุคคลที่เป็น
ผู้เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่ากระทำผิดเกี่ยวกับกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งจะถูกต้องห้ามรับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้านตลอดชีวิต  ซึ่งบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่กำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของบุคคลในการใช้สิทธิสมัครรับเลือกเพื่อดำรงตำแหน่งใด ๆ  เป็นบทบัญญัติที่จำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล  ซึ่งต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ  มาตรา  ๒๖  วรรคหนึ่ง  กล่าวคือ  การจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพกฎหมายนั้นต้องเป็นไปตามเงื่อนไข
ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ  แต่ในกรณีที่รัฐธรรมนูญมิได้บัญญัติเงื่อนไขไว้  กฎหมายดังกล่าวต้องไม่ขัดต่อหลักนิติธรรม  ไม่เพิ่มภาระหรือจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ  ไม่กระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์  รวมทั้งต้องระบุเหตุผลความจำเป็นในการจำกัดสิทธิและเสรีภาพไว้ด้วย
          ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า  การที่พระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่  พระพุทธศักราช  ๒๔๕๗  มาตรา  ๑๒  (๑๑)  ในส่วนที่กำหนดให้การกระทำผิดกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งเป็นคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ที่จะได้รับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้านโดยไม่จำแนกประเภทการกระทำและความหนักเบาแห่งสภาพบังคับตามลักษณะและพฤติการณ์แห่งการกระทำนั้นเป็นการเพิ่มภาระหรือจำกัดสิทธิของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุซึ่งไม่ได้สัดส่วนกัน  บทบัญญัติมาตรา  ๑๒  (๑๑)  ที่บัญญัติคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามของผู้ที่จะได้รับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้านต้องไม่เป็นผู้เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่ากระทำผิดเกี่ยวกับกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้ง 
จึงขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ  มาตรา  ๒๖  วรรคหนึ่ง  เมื่อศาลมีคำวินิจฉัยเช่นนี้ผู้เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุด
ว่ากระทำผิดเกี่ยวกับกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งจึงมีสิทธิที่จะสมัครเป็นผู้ใหญ่บ้านได้
นอกจากนี้  ศาลรัฐธรรมนูญยังได้ให้ข้อเสนอแนะว่า  แม้ศาลพิจารณากรณีพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่  พระพุทธศักราช  ๒๔๕๗  มาตรา  ๑๒  (๑๑) ในส่วนที่บัญญัติคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ที่จะได้รับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้านต้องไม่เป็นผู้เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่ากระทำผิดเกี่ยวกับกฎหมายว่าด้วย
การเลือกตั้งก็ตาม  แต่มาตรา  ๑๒  (๑๑)  บัญญัติการกระทำผิดเกี่ยวกับกฎหมายอื่นอีกหลายฉบับอันมีลักษณะทำนองเดียวกันกับการกระทำผิดเกี่ยวกับกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งที่ศาลวินิจฉัยแล้ว  สมควรให้หน่วยงาน
ที่เกี่ยวข้องดำเนินการแก้ไขปรับปรุงบทบัญญัติมาตรา  ๑๒  (๑๑)  ทั้งอนุมาตราให้มีความเหมาะสมกับการกระทำและความหนักเบาแห่งสภาพบังคับ  ตลอดจนสอดคล้องกับสภาพการณ์ปัจจุบัน
 

More Information


  • อ่านบทความเต็มเรื่อง “ศาลรัฐธรรมนูญครบรอบ  ๒๔  ปี  ๑๑  เมษายน  ๒๕๖๕”
  • ติดตามเนื้อหาความรู้เกี่ยวกับศาลรัฐธรรมนูญ กฎหมายรัฐธรรมนูญ และสิทธิเสรีภาพของประชาชนภายใต้รัฐธรรมนูญ ได้ทุกช่องทาง
  • LINE Official Account สนง.ศาลรัฐธรรมนูญ: @occ_th
  • เว็บไซต์ สนง.ศาลรัฐธรรมนูญ: www.constitutionalcourt.or.th
  • #ศาลรัฐธรรมนูญ #สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ
Back to top